แม่บ้านผู้น่ารัก

posted on 07 Dec 2009 21:05 by mixedworld

ที่้บ้านมีน้องหมาตัวหนึ่ง  มันมีความน่ารักตรงที่  มีกิิริยาระริกระรี้เป็นที่สุด
ทุกวันนี้  ไม่มีใครดูออกว่าอายุมันปาเข้าไป 10 กว่าปีแล้ว
เพราะมันทำท่าร่าเริงเหมือนหมาเด็กตลอดเวลา
มันมีความฉลาด  แสนรู้  เจ้าเล่ห์ ...พอตัว

ส่วนอีกคนที่น่ารักมากกกกกก คือแม่บ้าน "พี่หนิง"
กว่าบ้านเราจะมี "พี่หนิง" มาช่วยงานบ้านต้องลำบากหาคนอยู่หลายปี
ทั้งจากคนที่เข้าๆ ออกๆ  ทั้งมาลักเล็กขโมยน้อยแล้วก็ไป
ทั้งคนที่เป็นนักร้องปลอมตัวมากบดานหนี "คน"  แล้วก็ไป (กว่าจะรู้เขาก็จะไปแล้ว)
ทั้งจากคนที่มาแล้ว "วางยาย่า"  ขโมยของ  แล้วก็ไป
สุดท้ายบ้านเราก็ได้ "พี่หนิง" มา

พี่หนิงน่ารักตรงไหน?
พี่หนิง...อายุ 30 แล้วแต่หน้าเด็ก  แล้วก็ "ซื่อ" ได้อย่างน่ารัก  และมีน้ำใจมากด้วย

วันหนึ่ง.... หลังจากพี่หนิงทำงานที่บ้านได้ร่วมปี

"น้า"  คุยกับ "พี่หนิง"  เรื่องน้องหมา  ซึ่งที่บ้านมักจะเรียก "ไอ้หมา"
ไม่ได้เรียกเพราะความชัง  แต่เพราะทั้งรักและหมั่นไส้  ก็ที่บ้านมี 4 ขา คือ มันตัวเดียว
จะว่าไป  มันก็ไม่ต่างกับลูกคนเล็ก  ที่คนทั้งรัก  ทั้งเอ็นดู  ทั้งอยากโอ๋  ทั้งอยากแกล้ง

พี่หนิง : น้า...ไอ้หมามันยังไม่กินข้าวเหรอ?

น้า      : กินแล้ว 

พี่หนิงชะโงกหน้าไปดูชามข้าวหมา

พี่หนิง  : กินยังไง ไม่เห็นข้าวยุบ! ไม่สบายรึเปล่า?

น้า       : มันอยู่กับย่าโน่น รอย่าแบ่งหมูให้ (ย่านั่งกินข้าวอยู่) 

พี่หนิง  : เอ๋า!  ข้าวตัวเองมีไม่มากิน ทีเมื่อกี้มาเดินตามหนูรอให้คลุกข้าวให้

น้า      :  โอ๊ย....  มันไม่มาหรอกตอนนี้  มันต้องไปกินข้าวกับย่าก่อน

พี่หนิงก็ยังทำหน้างง  ไม่เข้าใจ

น้า      :  ก็ย่าชอบแบ่งกับข้าวให้มันกิน  มันต้องรีบไปกินกับย่าก่อน  เพราะของย่าหมดแล้วหมดเลย  ส่วนของมันน่ะ....ของตาย!  มันกลับมากินเมื่อไรก็ได้

พี่หนิงตาโต  เหมือนเพิ่งรับรู้เรื่องมหัศจรรย์ที่สุดในโลก   

พี่หนิง  :  โอ.....หนูคิดไม่ทันหมาตั๊วนี่ (พี่หนิงเป็นคนอีสาน)

 

เป็นไงคะ  "พี่หนิง"  น่ารักไหม   ^.^

แล้วนี่ก็คือ "ไอ้หมา" ภาพนี้ถ่ายเมื่อ 2 ปีก่อน  ตอนนั้นเพิ่งตัดขนเสร็จ ....หล่อบาดใจ  
ชอบที่สุดก็ตาใสเหมือนลูกแก้วสีทองนั่นล่ะค่ะ 

 

 

 

porn star...มายา หลังแผ่นฟิลม์

posted on 13 Sep 2009 21:32 by mixedworld

ใครที่คุ้นเคยกับการ search หาสูตรการ crack หรือ torrent  ก็คงจะชินกับภาพโฆษณา  และข้อความการ "ขาย"ที่ขึ้นหราเต็มหน้าด้วยภาพ โจ๋งครึ่ม!

ครั้งแรกที่เห็น อายมาก!  เพราะนั่งอยู่ในร้านเน็ต  ปิดแทบไม่ทัน  โชคดีที่มือไวเลยรอดไป  หลังจากนั้นรู้แกวจึง search แต่ในที่รโหฐาน  ด้วยความอยากได้ torrent ของเมืองนอกก็เลยทำไม่รู้ไม่ชี้  แต่นานๆ ไปก็เริ่มชิน  ชักสงสัยก็เลยเริ่มมองๆ  

ไม่รู้ว่าใครที่เคยเห็นภาพพวกนี้จะคิดเหมือนกันไหม?

มองแล้วรู้สึกประหลาดใจ ไม่ใช่ประหลาดใจเพราะไม่รู้ว่าพวกเธอเหล่านั้นกำลัง "ทำอะไร" อยู่

แต่มันฉุกคิดขึ้นมาว่า  พวกเธอกำลังทำอะไรอยู่?  ท่าทางแปลกๆ แบบนั้น  เพราะมองไปก็ไม่เห็นว่าสวยงาม  แค่โฆษณาไม่กี่รูปบนหน้าเน็ตยังขนาดนี้  แล้วถ้าเป็น vdo ภาพเคลื่อนไหวจะขนาดไหน

แล้วความคิดก็แว่บขึ้นมาว่า โรคจิต  ....แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเราเองก็นั่งมองอยู่  อ้าว! เราก็โรคจิตเหมือนกัน

ก็เลยนึกสงสัย  เพราะเราเองก็เป็นผู้หญิง  เราจึงเชื่อว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่อายที่ต้องทำแบบนั้น บางคนก็เด็กนัก  อดสลดใจไม่ได้  ว่าชีวิตข้างหน้ายังอีกยาวไกล  ยังมีเส้นทางอีกมากมายที่สดใสสวยงามให้เลือกเดิน  ทำไมจึงเลือกเส้นทางนี้  มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตพวกเธอกัน เราเื่ชื่อว่ามันต้องมีเหตุ

เลยลอง search หาดู  เผื่อว่าจะมีบทสัมภาษณ์ของดาราหนังเหล่านี้บ้าง  จนไปเจอที่นี่เข้า

My Sister's Secret Life  เป็นบทความของ Marie Claire ยาว 3 หน้า อ่านแล้ว...คืนนั้นแทบนอนไม่หลับ

เรื่องเล่าถึงพี่ชายใหญ่คนหนึ่งที่ไปเจอภาพน้องสาวในหน้าโฆษณาหนังสือแนวปลุกใจเสือป่า  ...เป็นนางโทรศัพท์

น้องเล็ก...ที่อายุห่างจากพี่ชายใหญ่ 4 ปี  พี่ชายใจดีที่พยายามทำตัวให้ดีกับน้องเสมอมา  ในวัยที่พี่ชายอายุ 10 ปี  และน้องเล็กอายุเพียง 6 ปี  ทุกเช้าวันเสาร์น้องสาวจะมากเคาะประตูเพื่อขอฟังเพลงวง The Beatles กับพี่ชาย  เพลงโปรดของเธอคือ  "If I Fell."  ทุกครั้งที่เธอร้องคลอตามเสียงจะสะดุดเมื่อถึงประโยค  And I would be sad if our new love was in vain. 

แต่วันเสาร์ั้นั้นน้องเล็กไม่ได้มาเคาะประตูห้องอย่างเคย  พี่ชายรอจนสุดท้ายก็ออกตาม  และพบน้องเล็กในห้องนอนของเธอ  บนเตียง  กับน้องชายที่นอนอยู่บนตัวน้องสาว  และทั้งคู่...เปลือยเปล่า

จนถึงวันนี้พี่ชายก็ยังไม่รู้ ณ วันนั้นเกิดอะไรขึ้นกับน้องทั้งคู่  คงมีแต่คำถาม...เป็นไปได้หรือ  ที่เด็กชายอายุ 9 ขวบจะล่วงละเมิดเด็กหญิงอายุ 6 ขวบ  สำหรับพี่ชายตอนนั้นรู้สึกเหมือนถูกแย่งน้องสาวไป

3 ปีถัดมาเรื่องยิ่งเลวร้ายลงเมื่อพ่อจากไป  น้องเล็กที่เป็นที่รักของพ่อได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจกว่าใคร  พี่ชายใหญ่มักจะพบว่าน้องชายใช้เวลาทั้งคืนในห้องนอนกับน้องสาว  เมื่อถาม น้องชายก็ตอบว่า ฝันร้าย  ไม่อยากอยู่คนเดียว  แต่เมื่อบอกแม่ซึ่งทำงานหนักเป็นเสาหลักของครอบครัวแม่ก็บอกว่า  ให้ใส่ใจแต่ธุระของตัวเอง

น้องชายเริ่มทำเรื่องผิดกฎหมายหลายอย่างโดยที่แม่ไม่รู้  สุดท้ายน้องชายก็โดนจับ  และน้องสาวซึมซับเอาพฤติกรรมเหล่านั้นมา  หยุดเรียน  เล่นยา  ขโมยเิงินแม่  แอบรูดบัตร

คืนหนึ่งในช่วง ม.ปลาย พี่ชายใหญ่อยู่ที่บ้านเพื่อนและได้รับโทรศัพท์จากแม่  แม่บอกว่าอาจมีใครซื้อเครื่องดื่มให้น้อง  ....แล้วแม่ก็ร้องไห้

เมื่อมาถึงบ้านพี่ชายก็เห็นน้องนอนไม่ได้สติอยู่ที่พื้นห้องครัว  ตาช้ำ  มีรอยข่วนที่แก้ม  แม่บอกว่าอาจเพราะเดินกลัีบมาแล้วหกล้มระหว่างทาง  แต่พี่ชายไม่คิดว่าน้องอยู่ในสภาพที่จะเดินกลับได้  นอกจากนั้นยังมีรอยจุดเลือดที่กางเกงยีนส์  เสียงงึมงำอย่างคนร้องไห้   รอยขีดข่วนที่หน้าอก  รอยฟกช้ำที่ต้นขา  เนื้อตัวใต้ร่มผ้าที่มอมแมมอย่างที่พี่ชายไม่เข้าใจ  และเขาต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าใจว่า  น้องสาว...ถูกข่มขืน

เมื่ออายุได้ 18 น้องขับรถชนต้นไม้ จากเหตุการณ์นี้ทำให้ครอบครัวรู้ว่าน้องไม่เคยไปทำงานพิเศษอย่างที่เคยสัญญาไว้กับแม่  และในช่วงปีก่อนหน้านั้น  น้องก็ถูกไล่ออกจากงานนับไม่ถ้วน   แม่โกรธ...และบอกว่าน้องไม่ควรกลับมาอีก  แต่น้องก็กลับมา 

จากอุบัติเหตุรถชน  ทำให้น้องเกิดแผลเป็นบนใบหน้า  เธอฟูมฟายอย่างมาก  แม่พยายามปลอบโยนน้องด้วยวิธีต่างๆ  และยินดีจะจ่ายค่าทำศัลยกรรมให้  แต่ในระหว่างที่ความสัมพันธ์จะดีขึ้น  เมื่อแม่ฉุกคิดว่าลูกสาวเคยโกหกมากมายขนาดไหน  แม่ก็ไม่สามารถหยุดตัวเองได้  ทั้งคู่ทะเลาะกัน  และหนนี้  น้องเป็นฝ่ายบอกเองว่าจะออกจากบ้านไป

ไม่มีใครได้ยินข่าวคราวของเธออีก  จนช่วงที่เธออายุประมาณ 25  น้องสาวโทรหาแม่  และบอกว่าได้งานทำ  งานดี  เงินดี  และหลังจากนั้นทิ้งระยะไปเธอก็จะโทรมาอีก  พร้อมเรื่องราวชีวิตหน้าที่การงานที่ดี  แต่...ไม่เคยมีใครติดต่อเธอได้

กระทั่ง ฤดูใบไม้ร่วงปี 1998 เมื่อน้องสาวอายุ 32 ปี  และพี่ชายใหญ่กำลังจะแต่งงาน  จึงนัดครอบครัวไปรวมกันที่ New York และเกลี้ยกล่อมให้น้องสาวไปด้วย  และพี่ชายได้สังเกตุว่าฟันของน้องสาวเล็กมากอย่างผิดปกติ  และไม่สามารถสบกันได้เลย  หลายปีต่อมากว่าพี่ชายจะได้รู้ว่านั่นคือผลข้างเคียงจากการติดสารเสพย์ติดชื่อ crystal meth 

ในคืนแต่งงานของพี่ชาย  น้องสาวดูว้าวุ่นใจที่จะปรากฎตัวและตอบคำถามกับผู้คน  ซึ่งพี่ชายเพิ่งจะเข้าใจในตอนนี้เองว่า  เธอกลัวว่าเพื่อนๆ ของเขาอาจจะเกิดจำได้  

เมื่อใกล้เลิกงาน  พี่ชายเดินไปหาน้องสาวที่โต๊ะและขอเต้นรำ  น้องสาวดูแปลกใจ  DJ เปิดเพลงช้า  วงแขนที่โอบอยู่รอบเอวน้องสาวสัมผัสได้ถึงอาการสั่น  และเธอเริ่มร้องไห้ 

"What's wrong?" I said.
"I don't know," she said.
"Look at me," I said.

She looked at me, and for a moment it seemed like she thought I might actually have the answer, the words that would make everything right.

ในวัยเด็ก  มีมุขตลกอยู่มุขหนึ่งที่ทำให้น้องสาวของเขาหัวเราะได้ทุำกครั้ง  และครั้งนี้...ในคืนแต่งงานของเขา  การเต้นรำที่ไร้คำพูดใดๆ  สิ่งเดียวที่เขาคิดออกคือมุขตลกนั้น  พี่ชายทำท่าจมูกบาน  เหมือนเช่นวัยเด็ก...น้องสาวระเบิดหัวเราะออกมา

ถึงวันนีัี้ 10 ปีแล้ว  ที่เขาไม่ได้พบน้องสาวอีกเลย....

(ย่อมาเท่านั้นนะคะ  ถ้าเรียบเรียงผิดพลาดอย่างไรต้องขออภัยด้วยค่ะ)

หลังอ่านเรื่องนี้จบ  คิดมากจนนอนไม่หลับ  แม้จะนึกอยู่ก่อนแล้วว่าคนที่เลือกเดินเส้นทางนี้คงมีบาดแผลในชีวิตและจิตใจ  แต่พอมาอ่านเรื่องจริงๆ ก็ยิ่งคิดมาก  รู้สึกเศร้าใจไปกับชะตาของน้องสาว  กับความรู้สึกของพี่ชาย  และความกล้ำกลืนของแม่ 

คำที่พี่ชายใช้เล่าเรื่องนั้นเป็นคำธรรมดา  แต่เนื้อเรื่องต่างหากที่ถ่ายทอดแง่มุมเปราะบางให้เห็น  "ความพลาด" ของแม่ที่กลายเป็นบาดแผลของลูก  "ความกลัว" ทั้งของแม่และลูกสาวที่จะเผชิญความจริง  และ "ความไม่รู้"  ของพี่ชาย  

ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน  ซึ่งทำให้มันซับซ้อนในตัวของมันเอง 

บางครั้งความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ให้ความรู้สึก   หนักแน่น  แข็งแกร่ง  และมั่นคง  อย่างที่ไม่มีสิ่งใดในจักรวาลนี้จะทำลายลงได้   แต่บางครั้งก็ให้ความรู้สึกเปราะบาง  อย่างแม้เพียงแรงสะเทือนไหวจากการขยับของมดตัวน้อย  ความสัมพันธ์ก็จะสะบั้นสลายลงทันที  แม้จะมีเยื่อใยแต่ก็แสนบางและอ่อนแอ

มนุษย์เราต่างอ่อนไหว  เปราะบาง  เราหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความจริงด้วยการไม่ยอมรับรู้  หรือแสร้งหลอกตัวเอง  และมักจะซ่อนความอ่อนแอไว้ภายใต้ท่าทีแข็งกระด้าง  เพราะมักยึด "ความแข็ง" ไว้เป็นเกราะป้องกันตัว  แต่สุดท้ายเนื้อใจอ่อนแอของเราก็ซับแรงกระแทกจากภายนอกไว้เป็นบาดแผลอยู่ดี   และที่เรามักพลาดคือ "ความแข็ง" ที่เรายึดไว้เป็นโล่ซึ่งสุดท้ายมักไร้ผล  ก็ได้ทำร้ายคนอื่นๆ ไปด้วยในคราวเดียวกัน

การใส่ใจผู้อื่น  และยอมรับความอ่อนแอในตัวเอง  จะทำให้เราเผชิญความจริงได้ง่ายกว่า  ทั้งเราก็ยังไม่ "หลง" ป้องกันตัวแบบผิดๆ และไม่ "พลาด" ไปทำร้ายใครเข้า 

 ปิดท้ายด้วยภาพน่าเอ็นดูค่ะ

โลกใหม่ ใบเก่า

posted on 30 Aug 2009 22:32 by mixedworld

เคยได้ยินคำนี้ไหม 

สิ่งที่แน่นอนที่สุด  คือสิ่งที่ไม่แน่นอนที่สุด 
และสิ่งที่ไม่แน่นนอนที่สุด   คือสิ่งที่แน่นนอนที่สุด

ฟัง ดูอาจจะงงๆ  เหมือนเราครั้งแรกที่ได้ยินคำนี้  วันนั้น...สมองน้อยๆ ของเด็ก ป.3 ใช้เวลาขบคิดตลอดทั้งบ่าย  เพื่อที่จะเข้าใจมัน  มาจนถึงวันนี้  ประโยคนี้จึงเป็นประโยคหนึ่งที่เตือนตัวเองมาตลอด

....แม้โดยมาก  มักจะคิดได้เมื่อปัญหาผ่านพ้น

คนเราถ้าเปลี่ยนที่  ก็คิดว่าทุกอย่างจะเปลี่ยน  
แต่ถ้าหากเรายังทำตัวเหมือนเดิม  สุดท้ายก็จะพบว่า  ไม่เลย...ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ในทางกลับกัน  แม้เราอยู่ที่เดิม  แต่ถ้ามีความเปลี่ยนแปลงย่างกรายเข้ามา  เราก็จะรู้ได้
ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดจากเราหรือไม่  ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเราจะยินดีหรือไม่ 

โลกนี้...หากเราคิดว่ามันแน่นอนแล้วมันจึงไม่เคยแน่นอน  เพราะมันเปลี่ยนแปลงเสมอ

ดังนั้น  บนที่เดิม..โลกเดิมที่เคยอยู่  พลันก็เปลี่ยนเป็นโลกใหม่
ไม่ว่าจะด้วยจำนน จำยอม  หรือด้วยสมองและสองมือ