คำคม...บาดจิต! ! !
posted on 28 Sep 2010 22:52 by mixedworld







"วังวน" ของคนหมดทาง ....ฟังแล้วหดหู่
แต่ชีวิตก็มักเป็นเช่นนี้เสมอ...มิใช่หรือ? เมื่อเราอ่อนแอ
และวันนี้ "หน้าที่" ที่เราต้องทำก็ทำให้เราหดหู่ จนรู้สึกอ่อนแอ
ไม่ใช่แค่ความอ่อนแอของตัวเอง แต่เป็นด้วยความอ่อนแอของคนอื่น
เรื่องมันเกิดขึ้นเพราะ ....หน้าที่
"หน้าที่" ทำให้เราต้องตรวจสอบ เมื่อพบความผิดปกติ ก็หมายความว่ามีเรื่อง "ไม่ซื่้่อ" เกิดขึ้น
การที่ใครสักคนเลือกที่จะเป็น "ขโมย" นั้น ใจเราคิดว่าเขาเป็นคนที่ขาดความเคารพในตัวเอง ยิ่งกว่านั้นยังขาด "ความดี"
"ปริมาณ" ที่คนเลือกจะขโมย นอกจากบ่งบอกความละโมบ ก็ยังชี้ให้เห็นถึงความ "หน้ามืด" อีกด้วย
ไม่ว่าเหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้ใครสักคนหนึ่งเลือกที่จะทำเช่นนี้ จะเป็นเหตุผลเช่นไรก็ตาม ความผิด ก็ไม่อาจเปลี่ยนเป็น ความถูกได้
สำหรับกรณีนี้เรื่องยิ่งเลวร้าย เมื่อคนที่ทำนั้นเป็นคนที่เคยทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งไม่มีใครเปิดประตูรับ
แต่ความโชคดีก็ยังมาเยือน เมื่อมีประตูบานหนึ่งเปิดให้เขาเดินเข้าไป มันคือประตูที่มีชื่อว่า "โอกาส" ...มีคนใจดีหยิบยื่นโอกาสที่เจ้าตัวควรจะตระหนักได้ หากไม่ถูกความละโมบบังตา ว่านี่....คือโอกาสสุดท้าย ที่ "ควร" และ "ต้อง" รักษาไว้ด้วยความดีทั้งหมดที่มี
ทว่าคนกิเลสหนาก็ยังย่ามใจ ริอ่านทำผิดซ้ำ ประมาท...เพราะคิดตื้นเขิน ว่าคนใจดีจะ "โง่" ด้วย จึงตักตวงโอกาสอย่างสิ้นคิด ด้วยการขโมยของให้มากที่สุดเ่ท่าที่จะทำได้
ไม่ว่า "เหตุ" อะไรก็ตามที่ทำให้คนๆ หนึ่งคิดว่าตัวเองหมดทาง เมื่อเจ้าตัวไม่รู้จัก "แก้ให้ถูก" ใช้ความพยายามอดทนทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อแก้ปัญหา แต่กลับปล่อยให้ความละโมบบังตาบังใจ ทำสิ่งที่ดูถูกตัวเองเป็นขโมย เลือกทางลัดเพื่อแก้ปัญหาด้วยการทำชัว ยิ่งนานวัน ความชั่วนั้นก็ยิ่งกัดกินตัวเอง กิเลสบังตา ความชั่วบังใจ ก็เวียนว่ายอยู่ใน "วังวน" ไร้ทางออกเรื่อยไป
ทำให้นึกถึงคำที่พระท่านสอนไว้ เกี่ยวกับกิเลสของมนุษย์ปุถุชนคนเดินดินอย่างเรา ....มนุษย์นี่ก็แปลก ทำชั่วทำง่าย แต่ทำดีทำยาก บางคนแค่เสี้ยววินาทีเดียว ลุแก่โทสะถึงฆ่าคนตาย แต่พอจะทำดีกลับคิดแล้วคิดอีก
ที่้บ้านมีน้องหมาตัวหนึ่ง มันมีความน่ารักตรงที่ มีกิิริยาระริกระรี้เป็นที่สุด
ทุกวันนี้ ไม่มีใครดูออกว่าอายุมันปาเข้าไป 10 กว่าปีแล้ว
เพราะมันทำท่าร่าเริงเหมือนหมาเด็กตลอดเวลา
มันมีความฉลาด แสนรู้ เจ้าเล่ห์ ...พอตัว
ส่วนอีกคนที่น่ารักมากกกกกก คือแม่บ้าน "พี่หนิง"
กว่าบ้านเราจะมี "พี่หนิง" มาช่วยงานบ้านต้องลำบากหาคนอยู่หลายปี
ทั้งจากคนที่เข้าๆ ออกๆ ทั้งมาลักเล็กขโมยน้อยแล้วก็ไป
ทั้งคนที่เป็นนักร้องปลอมตัวมากบดานหนี "คน" แล้วก็ไป (กว่าจะรู้เขาก็จะไปแล้ว)
ทั้งจากคนที่มาแล้ว "วางยาย่า" ขโมยของ แล้วก็ไป
สุดท้ายบ้านเราก็ได้ "พี่หนิง" มา
พี่หนิงน่ารักตรงไหน?
พี่หนิง...อายุ 30 แล้วแต่หน้าเด็ก แล้วก็ "ซื่อ" ได้อย่างน่ารัก และมีน้ำใจมากด้วย
วันหนึ่ง.... หลังจากพี่หนิงทำงานที่บ้านได้ร่วมปี
"น้า" คุยกับ "พี่หนิง" เรื่องน้องหมา ซึ่งที่บ้านมักจะเรียก "ไอ้หมา"
ไม่ได้เรียกเพราะความชัง แต่เพราะทั้งรักและหมั่นไส้ ก็ที่บ้านมี 4 ขา คือ มันตัวเดียว
จะว่าไป มันก็ไม่ต่างกับลูกคนเล็ก ที่คนทั้งรัก ทั้งเอ็นดู ทั้งอยากโอ๋ ทั้งอยากแกล้ง
พี่หนิง : น้า...ไอ้หมามันยังไม่กินข้าวเหรอ?
น้า : กินแล้ว
พี่หนิงชะโงกหน้าไปดูชามข้าวหมา
พี่หนิง : กินยังไง ไม่เห็นข้าวยุบ! ไม่สบายรึเปล่า?
น้า : มันอยู่กับย่าโน่น รอย่าแบ่งหมูให้ (ย่านั่งกินข้าวอยู่)
พี่หนิง : เอ๋า! ข้าวตัวเองมีไม่มากิน ทีเมื่อกี้มาเดินตามหนูรอให้คลุกข้าวให้
น้า : โอ๊ย.... มันไม่มาหรอกตอนนี้ มันต้องไปกินข้าวกับย่าก่อน
พี่หนิงก็ยังทำหน้างง ไม่เข้าใจ
น้า : ก็ย่าชอบแบ่งกับข้าวให้มันกิน มันต้องรีบไปกินกับย่าก่อน เพราะของย่าหมดแล้วหมดเลย ส่วนของมันน่ะ....ของตาย! มันกลับมากินเมื่อไรก็ได้
พี่หนิงตาโต เหมือนเพิ่งรับรู้เรื่องมหัศจรรย์ที่สุดในโลก
พี่หนิง : โอ.....หนูคิดไม่ทันหมาตั๊วนี่ (พี่หนิงเป็นคนอีสาน)
เป็นไงคะ "พี่หนิง" น่ารักไหม ^.^
แล้วนี่ก็คือ "ไอ้หมา" ภาพนี้ถ่ายเมื่อ 2 ปีก่อน ตอนนั้นเพิ่งตัดขนเสร็จ ....หล่อบาดใจ
ชอบที่สุดก็ตาใสเหมือนลูกแก้วสีทองนั่นล่ะค่ะ
